Saturday, November 18, 2017
   
Text Size
Login English Version

ส่วนที่ ๑ สถานการณ์และแนวความคิดด้านเด็กและเยาวชน

๑. การเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน

space๑.๑ โครงสร้างประชากร ข้อมูลประชากรไทยจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนธันวาคม ๒๕๕๒ มีประชากรทั้งสิ้น ๖๓.๕ ล้านคน เป็นเด็กและเยาวชน คือบุคคลที่มีอายุ ไม่เกินยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ จำนวน ๒๒.๙๒ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๓๖.๘๕ ของประชากรทั้งหมด (กลุ่มเด็กแรกเกิดถึง ๒ ปี ประมาณ ๒.๓๐ ล้านคน กลุ่มอายุ ๓ - ๕ ปี ประมาณ ๒.๔๐ ล้านคน กลุ่มอายุ ๖ - ๑๒ ปี ประมาณ ๕.๙๑ ล้านคน กลุ่มอายุ ๑๓ - ๑๗ ปี ประมาณ ๔.๘๕ ล้านคน และกลุ่มอายุ ๑๘ - ๒๕ ปี ประมาณ ๗.๔๖ ล้านคน) นอกจากนี้ ยังมีเด็กบุตรแรงงานต่างด้าวอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ที่เกิดในประเทศไทยและจดทะเบียน (ตามแบบ ท.ร. ๓๘/๑) กับคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (กบร.) ของกระทรวงแรงงานอีกประมาณ ๒ แสนคน โครงสร้างประชากรเด็กและเยาวชนไทย คาดว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจการเปลี่ยนแปลงของประชากร ในระยะ ๕ ปีย้อนหลัง (ปี ๒๕๔๔ – ๒๕๔๘) มีเด็กเกิดใหม่ปีละ ๐.๗๔ – ๐.๘๑ ล้านคน เนื่องจากหญิงชายวัยเจริญพันธุ์แต่งงานช้าลง การคุมกำเนิดได้รับการยอมรับและมีประสิทธิผล ขณะที่จำนวนและสัดส่วนประชากรวัยแรงงานยังคงมีระดับค่อนข้างคงที่ แต่จำนวนและสัดส่วนประชากรสูงอายุได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๑๔.๗ ของประชากรทั้งหมดในปี ๒๕๕๙ (การคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๓ - ๒๕๗๓, สศช.) จึงเป็นโอกาสต่อการลงทุนพัฒนาคุณภาพเด็ก พัฒนาทักษะความรู้ของเด็กและเยาวชนที่จะเป็นกำลังแรงงานใหม่ที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและแนวโน้มของกำลังแรงงานที่จะลดลงในอนาคต ขณะเดียวกันคนวัยแรงงานจะต้องรับภาระดูแลเด็กและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราการพึ่งพิงมีแนวโน้มสูงขึ้น

space๑.๒ โครงสร้างครอบครัวไทยและสภาพแวดล้อมเด็ก ประเทศไทยมีจำนวนครัวเรือน ๒๑.๑๔ ล้านครัวเรือน ขนาดครอบครัวเฉลี่ย ๓.๐ คนต่อครัวเรือน (ข้อมูลกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนธันวาคม ๒๕๕๒) สถิติการจดทะเบียนสมรสลดลง ในขณะที่สถิติการหย่าร้างสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปี ๒๕๕๐ มีอัตราการหย่าร้างประมาณ ๑ ใน ๓ ของการจดทะเบียนสมรส ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่าสถิติการหย่าร้างเพิ่มขึ้น ๒ เท่า จากประมาณ ๕๐,๐๐๐ คู่ ในปี ๒๕๓๖ เป็นประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คู่ ในปี ๒๕๕๐ สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเครือญาติเป็นสังคมปัจเจกมากขึ้น ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบครอบครัวไทย เช่น ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวที่มีพ่อหรือแม่เลี้ยงบุตรเพียงลำพัง ครอบครัวพ่อแม่วัยรุ่น ครัวเรือนที่อยู่ด้วยกันแบบไม่ใช่ญาติ ครัวเรือนที่มีอายุแบบกระโดด คือ ปู่ย่า/ตายายกับหลาน หรือครัวเรือนที่เป็นเพศเดียวกัน นอกจากนี้ ผลของการสำรวจเด็กและเยาวชน ปี ๒๕๕๒ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า เด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่มีร้อยละ ๖๑.๘ ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มีร้อยละ ๒๐.๑ ที่เหลืออยู่กับพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง สำหรับเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่พบว่าอยู่นอกเขตเทศบาลมากกว่าในเขตเทศบาล ในการดำเนินชีวิตของครอบครัว มีการเปลี่ยนแปลงที่ทั้งพ่อและแม่ต้องแสวงหารายได้ ทำให้ไม่สามารถอบรมเลี้ยงดูบุตรได้เท่าที่ควร ส่งผลให้เด็กไม่ได้รับการดูแลที่เพียงพอ จึงถูกดึงดูดจากสิ่งจูงใจภายนอกครอบครัวโดยง่าย เช่น ติดเกม ติดสารเสพติด มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เป็นต้น

space๑.๓ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสื่อสารเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนอย่างรวดเร็วในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๓ จี เป็นต้น ส่งผลให้ผู้คนทุกเชื้อชาติสามารถติดต่อสื่อสารกันอย่างไร้พรมแดนและรวดเร็วทันใจ จึงเป็นโอกาสในการสร้างช่องทางใหม่ ๆ เพื่อการเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และดึงดูดความสนใจของเด็กและเยาวชนให้เป็นคนใฝ่เรียนรู้ จุดประกายความคิดและจินตนาการใหม่ ๆ ในเชิงสร้างสรรค์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นภัยคุกคามต่อเด็กและเยาวชนจากกระแสการคลั่งไคล้และเสพติดเทคโนโลยี รวมทั้งเป็นข้อจำกัดต่อผู้มีฐานะยากจนที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมคนทั่วไป

space๑.๔ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงสังคมไทยจากสังคมเกษตรกรรม สู่สังคมอุตสาหกรรม และสังคมฐานความรู้ ส่งผลให้ประเทศไทยรับเอาค่านิยมความเป็นสากลทั้งจากตะวันตกและตะวันออกมาเชื่อมโยงกับวิถีความเป็นไทย โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ

space๑) การเลียนแบบพฤติกรรมของซีกโลกตะวันตกที่มีความอิสระเสรีในการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นตัวตน และความต้องการของแต่ละบุคคล ทำให้นิยามของความสุขแตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งมีวุฒิภาวะทางอารมณ์น้อยย่อมได้รับผลกระทบมากและส่งผลต่อเนื่องไปยังครอบครัวและสังคม

space๒) การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วผ่านทางโลกเสมือนจริงทำให้ผู้คนมีความรู้มากขึ้น เกิดเครือข่ายทางสังคมในโลกเสมือนจริงซึ่งมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตมากขึ้นทุกขณะ อีกทั้งเกิดความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย แต่การปฏิสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงมีน้อยลง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน จะมีการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการสื่อสารได้อย่างสะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลา สำหรับคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันและไม่สามารถเลือกสิ่งดี ๆ ได้ด้วยตนเอง จะเป็นกลุ่มที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ประกอบกับหากพ่อแม่ไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงโลกเสมือนจริง จะมองกิจกรรมที่เด็กเข้าไปร่วมออนไลน์ในทางลบเท่านั้น ทำให้เกิดช่องว่างครอบครัว และเกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี

space๓) คนไทยเริ่มหวนคำนึงถึงความสงบสุขแบบในอดีต ท่ามกลางสภาพสังคมที่มีความขัดแย้ง สับสนวุ่นวาย มีวิถีชีวิตเร่งรีบ แก่งแย่งแข่งขัน จึงเป็นโอกาสในการสนับสนุนส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นแบบพอเพียงและหันมาดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข แผนปฏิรูปประเทศไทย (๒๕๕๔) จึงให้มีการส่งเสริมการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยพัฒนาอาชีวศึกษาควบคู่กับการสนับสนุนที่ดินทำกินและแหล่งทุน ส่งเสริมทักษะการประกอบอาชีพในสถานประกอบการ การเป็นผู้ประกอบการรายย่อย รวมทั้งพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้

space๔) การเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคสู่ภาค และจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมกับแรงงานไทยเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนต้องปรับตัวกับวัฒนธรรม ที่หลากหลายและมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างสมานฉันท์

space๑.๕ การรวมกลุ่มภายใต้กรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคโดยเฉพาะการเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากจะมีการเคลื่อนย้ายประชากรทั้งด้านการท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น โดยในปี ๒๕๕๘ จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะฝีมืออย่างเสรี ๗ สาขา ได้แก่ วิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม วิชาชีพสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี ดังนั้น การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ จะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ความสามารถเฉพาะทาง การพัฒนาทักษะการเรียนรู้และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่จะเข้ามาในอนาคต ตลอดจนมีความรู้ภาษาต่างประเทศ และมีความเข้าใจในวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อนำไปสู่การใช้ความรู้และนวัตกรรมในการพัฒนาและการผลิตในอนาคต

๒. สถานการณ์และแนวโน้มการพัฒนาเด็กและเยาวชน

space๒.๑ ความมั่นคงของเด็กและเยาวชนไทย
space เด็กและเยาวชนยังคงต้องเผชิญกับปัญหาด้านความมั่นคงในการดำรงชีวิต ทั้งการเลี้ยงดูของพ่อแม่ กระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุล ขาดการกลั่นกรองในการเลือกรับและนำไปปฏิบัติ

space๑) ความอยู่รอดปลอดภัยในสังคม สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (๒๕๕๒) รายงานว่าเด็กและเยาวชนไทย มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ ๑๐ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๔๗ และ ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา และยังพบว่าอายุเฉลี่ยของเด็กที่ใช้ความรุนแรงจนถึงกระทั่งกระทำผิดทางกฎหมายมีอายุน้อยลง โดยพบมากในช่วงอายุ ๑๒ - ๑๘ ปี ทั้งนี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน พบมากในโรงเรียนในลักษณะของการทะเลาะวิวาทระหว่างเพื่อนร่วมโรงเรียนและต่างโรงเรียน รวมถึงความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดจากการกระทำรุนแรงของสมาชิกในครอบครัว และความรุนแรงที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ อาทิ โทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีอิทธิพลต่อการรับรู้และเกิดการเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรง ขณะเดียวกันสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงก็เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการบ่มเพาะความรุนแรงและไม่มีความปลอดภัย โดยพบว่า เด็กและเยาวชนที่พบเห็นการทำผิดกฎหมายของคนในชุมชนที่พักอาศัยมีความเสี่ยงในการใช้ความรุนแรงสูงถึง ๑.๗๐ เท่าของเด็กและเยาวชนที่ไม่พบเห็นการทำผิดกฎหมายของคนในชุมชน ทั้งนี้การสำรวจของศูนย์วิจัยเอแบคโพลล์ (๑ – ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) พบว่า เด็กสามารถเดินถึงร้านเหล้าได้ภายใน ๗ นาที ไปร้านเกมและแหล่งพนันได้ในเวลา ๑๕ นาที เข้าถึง ซีดีลามกและสถานบันเทิงได้ใน ๓๐ นาที สอดคล้องกับที่โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชน รายจังหวัด (๒๕๕๑ - ๒๕๕๒) ที่พบว่าหลายจังหวัดมีพื้นที่เสี่ยง แหล่งเริงรมย์ต่าง ๆ มากกว่าพื้นที่ดีและสร้างสรรค์ ๒ - ๓ เท่านั้น เช่นเดียวกับรายงานของศูนย์การศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่พบว่าพื้นที่เสี่ยงสำหรับเด็กมีเพิ่มขึ้น พื้นที่ดี ๆ ของเด็ก มีน้อยมาก ในอัตราส่วน ๓ ต่อ ๑

space๒) บทบาทหน้าที่ของครอบครัวมีผลต่อความมั่นคงของแด็กและเยาวชน ผลจากการระดมความคิดเห็นในการจัดสมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชน (๒๕๕๒) สรุปว่า ปัจจุบันครอบครัวมีการปฏิสัมพันธ์กันน้อยมาก โดยเฉพาะการพูดคุยและสร้างความเข้าใจกันภายในครอบครัว ทำให้เด็กและเยาวชนหันไปหาอบายมุข สิ่งมอมเมาที่ให้ความสุขเพียงชั่วคราว และประพฤติตนเรียกร้องความสนใจจากสังคมอย่างไม่เหมาะสม ปัญหาที่สำคัญคือพ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ และขาดทักษะการเลี้ยงลูกอย่างเหมาะสม มีความคาดหวังทางการศึกษาของลูกในระดับสูงจนเกินไป ทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความกดดันและไม่มีความสุขกับการเรียน แนวโน้มของครอบครัวไทยในอนาคต คาดว่าจะมีรูปแบบครอบครัวเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น เกิดสภาวการณ์พ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น (Single parent) รวมถึง สภาวการณ์ปัจจุบันที่ความบีบคั้นทางเศรษฐกิจเป็นสาเหตุหลักให้พ่อแม่ต้องทำงานนอกบ้านมากขึ้น ในท้องถิ่นชนบทหลายครอบครัวพ่อแม่ต้องไปทำงานในตัวเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ ๆ ต้องให้ลูก ๆ อยู่ในความดูแลของผู้สูงอายุ ซึ่งอาจทำให้เด็กเติบโตมาอย่างไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นทางเลือกหนึ่งในสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีมาตรฐานในชุมชน จะสามารถแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองที่ต้องทำงานนอกบ้าน ช่วยทำให้เด็กได้รับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม พร้อมที่จะเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม จากการประเมินผลการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ปี ๒๕๕๒ พบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ รวมทั้งยังขาดความพร้อมหลายด้านในการจัดตั้งศูนย์ฯ เช่น ด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ และด้านบุคลากร ที่พบว่าผู้ดูแลเด็กเล็กยังไม่มีวุฒิการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย นอกจากนี้ การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ผ่านมา พบว่า ยังมีปัญหาด้านคุณภาพ และผู้บริหารระดับพื้นที่ไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาของเด็กก่อนวัยเรียน มุ่งแต่พัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ๒๕๕๓) จำเป็นต้องส่งเสริมให้ชุมชน/ท้องถิ่น สถานประกอบกิจการ มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีมาตรฐาน รวมถึงการติดตามประเมินผล และปรับปรุงการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคน ให้เหมาะสมตามช่วงอายุ ตามร่างกรอบทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ ที่มีแนวทางการเสริมสร้างบทบาทครอบครัว ชุมชน ศาสนสถานให้เข้มแข็ง มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน

space๓) การมีงานทำ ปัจจุบันยังคงมีเด็กจำนวนหนึ่งต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ ไม่มีความรู้และทักษะวิชาชีพ ทำให้ต้องประสบกับปัญหาการถูกหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบ และถูกใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม จากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรทั่วราชอาณาจักร สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า การใช้แรงงานเด็กอายุ ๑๕ - ๑๘ ปี มีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้ จากโครงสร้างการจ้างงานที่ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาแรงงานระดับล่างซึ่งเป็นแรงงานที่ระดับการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า รวมถึงปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างความต้องการกำลังคนกับการผลิตกำลังคนของประเทศ ส่งผลเด็กและเยาวชนที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ยังมีปัญหาการเข้าสู่ตลาดแรงงานและปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีปัญหาการว่างงานสูงกว่าระดับการศึกษาอื่น ๆ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี ๒๕๕๑ สะท้อนว่า ความต้องการแรงงานในระดับปริญญาตรีของสถานประกอบการมีจำนวน ๔๖,๕๕๓ คน แต่ยังขาดแคลนอยู่ถึง ๒๙,๓๗๒ คน ทั้งยังมีผู้ว่างงานอีกจำนวน ๙๑,๑๙๒ คน ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย มีจำนวนเฉลี่ยเกือบปีละ ๓ แสนคน ระดับอาชีวศึกษา มีจำนวนเฉลี่ยเกือบ ๔ แสนคน ยังมีสัดส่วนการเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยเช่นเดียวกัน เนื่องจากต้องการเรียนต่อเพื่อให้ได้เงินเดือนที่สูงขึ้น สถานประกอบการจึงหันไปใช้แรงงานที่จบการศึกษาในระดับต่ำกว่าแทน

space๒.๒ ความแข็งแรงทางร่างกายและจิตใจ

space๑) สุขภาพกาย ด้านการมีชีวิต พบว่า ทารกไทยมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักน้อยกว่า ๒,๕๐๐ กรัมลดลงทุกปี การให้ภูมิคุ้มกันโรคด้วยการให้วัคซีนค่อนข้างประสบความสำเร็จ อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคธาลัสซีเมียและโรคเอดส์ลดลง แต่ยังมีการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่อย่างเดียว ๓ เดือนในระดับต่ำมาก คือร้อยละ ๗.๖ ซึ่งเด็กชนบทได้กินนมแม่มากกว่าเด็กในเมือง และมีการเลี้ยงลูกด้วยนมผสมที่ไม่ใช้นมแม่เพิ่มขึ้น เด็กไทย ๑ ใน ๔ เผชิญกับปัญหาภาวะโภชนาการเกินหรือโรคอ้วน โดยความชุกของเด็กอ้วนจะเพิ่มสูงขึ้นถึง ๑ ใน ๕ ของเด็กก่อนวัยเรียน และ ๑ ใน ๑๐ ของเด็กในวัยเรียน หรือมีเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๒๐ และมีภาวะทุพโภชนาการ สอดคล้องกับรายงานสภาวการณ์เด็กและเยาวชน ปี ๒๕๕๑ - ๒๕๕๒ จากโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด พบว่า มีการบริโภคขนมกรุบกรอบและน้ำอัดลมเป็นประจำเพิ่มขึ้น และมีการใช้เวลาออกกำลังกายต่อวันที่ลดลง ในส่วนของอนามัยเจริญพันธุ์ พบว่าเด็กและเยาวชนไทยมีเพศสัมพันธุ์ครั้งแรกอายุน้อยลง จาก ๑๘ - ๑๙ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๓๙ ลดลงเป็น ๑๕ - ๑๖ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๕๒ ขณะที่อัตราการใช้ถุงยางอนามัยมีมากสุดเพียงร้อยละ ๕๖.๙ ส่งผลให้การเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในปี ๒๕๔๖ มีอัตราการเป็นโรคติดทางเพศสัมพันธ์ต่อประชากรแสนคน ร้อยละ ๒.๕๘ เพิ่มขึ้นในปี ๒๕๔๗ - ๒๕๕๐ เป็นร้อยละ ๔.๑๒ ๔.๒๐ ๓.๒๙ และ ๓.๕๑ ตามลำดับ รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบเด็กอายุ ๐ - ๒๔ ปี เป็นเอดส์จำนวน ๑๙๘ คน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มการตั้งครรภ์ในกลุ่มวัยรุ่นสูงขึ้นจากร้อยละ ๑๒.๕ ในปี ๒๕๓๙ เป็นร้อยละ ๑๖.๐๘ ทั้งนี้ การตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เป็นการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ส่งผลให้มีการทำแท้งสูง ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ พบเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำว่า ๒๐ ทำแท้งถึงร้อยละ ๒๙.๓ ในขณะที่อัตราการมีบุตรของหญิงอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี มีแนวโน้มสูงขึ้นจากร้อยละ ๑๓.๙ ในปี ๒๕๔๗ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๑๖.๐ ในปี ๒๕๕๒ (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, ๒๕๕๓) ทั้งนี้ จากรายงานของยูนิเซฟ พบว่า สถิติแม่วัยรุ่นอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ของไทย มีจำนวนสูงถึง ๑๕๐,๐๐๐ คน ถือเป็นตัวเลข ที่สูงอันดับหนึ่งในเอเชีย

space๒) สุขภาพจิต เด็กและเยาวชนมีภาวะเครียดจากหลากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาการเรียน การแข่งขัน ความรุนแรง จากข้อมูลจำนวนผู้ป่วยนอกที่เข้ามารับบริการด้านสุขภาพจิต สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ พบว่า ผู้ป่วยในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นมาใช้บริการเพิ่มขึ้น ในปี ๒๕๕๑ มีจำนวน ๕,๓๘๘ คน และในปี ๒๕๕๒ มีจำนวน ๕,๖๐๙ คน และข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (๒๕๕๐) สำรวจการฆ่าตัวตายของประชากร พบว่าเด็กและเยาวชนชาย อายุ ๑๕ - ๒๙ ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าเด็กและเยาวชนหญิง ๑๐.๐ : ๒.๒ ต่อประชากรแสนคน

space๓) พัฒนาการทางสติปัญญา และสภาวการณ์ขาดสารไอโอดีน พบว่า หญิงตั้งครรภ์ ร้อยละ ๖๐ ขาดสารไอโอดีน โดยตรวจวัดระดับไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ มีระดับไอโอดีนในปัสสาวะไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ ไมโครกรัมต่อลิตร การขาดสารไอโอดีนในระดับรุนแรงมีผลให้ทารกแรกเกิดเสี่ยงต่อความพิการและปัญญาอ่อน การขาดสารไอโอดีนในทารก ส่งผลให้ทารกมีการพัฒนา ไม่เป็นไปตามวัย เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ความเฉลียวฉลาดและการพัฒนาสติปัญญาของเด็กลดลง และจากการคัดกรองทารกแรกเกิด พบว่าทารกที่ขาดสารไอโอดีนส่วนมากอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, ๒๕๕๓) ทั้งนี้ ในปัจจุบันประเทศไทยยังขาดกฎหมายในการบังคับให้ผู้ผลิตเกลือบริโภคเสริมไอโอดีน รวมทั้งเกลือที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และยังขาดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย

spaceนอกจากนี้การที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ใช้เวลาในการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง จะช่วยสร้างจินตนาการของเด็ก ทำให้พัฒนาการทางสมองและสติปัญญาของเด็กทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น ที่สำคัญหนังสือเป็นตัวสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวระหว่างพ่อ แม่ ลูก และคนในครอบครัว เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเด็กที่มีอายุ ๖ - ๙ เดือน ทำให้พ่อแม่ลูกมีความสุขร่วมกันในโลกของหนังสือ (มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก, ๒๕๕๓) แต่ทั้งนี้จากผลสำรวจเด็กเล็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นวัยที่สมองมีการพัฒนาเร็วที่สุด พบว่า ร้อยละ ๙๕.๙ ได้รับการดูแลจากสมาชิกในครัวเรือนในการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างน้อย ๔ กิจกรรม เช่น การอ่านหนังสือ ดูสมุดภาพ การเล่านิทาน เล่าเรื่องต่าง ๆ การร้องเพลงร่วมกับเด็ก ร้องเพลงกล่อม พาไปนอกบ้าน เล่นกับเด็ก การเรียกชื่อ นับเลข วาดรูป เป็นต้น เด็กเล็กร้อยละ ๔๐ อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีหนังสือสำหรับเด็กอย่างน้อย ๓ เล่ม ในขณะที่ร้อยละ ๖๐ ของเด็กเล็ก อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็กอย่างน้อย ๓ เล่ม ประเด็นการมีหนังสือสำหรับเด็กรวมทั้งหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็ก จะช่วยทำให้เด็กมีโอกาสได้เห็นการอ่านหนังสือ หรือการทำกิจกรรมร่วมกับพ่อแม่ ต่างสะท้อนให้เห็นถึงการกระตุ้นพัฒนาการของเด็กเล็ก มีผลต่อการเข้าเรียนและไอคิวของเด็ก

spaceการศึกษาของเด็กปฐมวัย (อายุ ๓ - ๔ ปี) พบว่ามีอัตราการเข้าเรียนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งร้อยละ ๗๓.๐ ส่วนใหญ่เด็กที่อยู่ในเขตเทศบาลเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลร้อยละ ๕๖.๒ เด็กที่อยู่นอกเขตเทศบาลเข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร้อยละ ๖๖.๒

spaceเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัยเรียนอายุ ๖ - ๑๑ ปี มีอัตราการเข้าเรียนสูงสุด ร้อยละ ๙๙.๔ คุณภาพการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย พบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ข้อมูลคะแนนเฉลี่ยจากผลการสอบ O – NET (Ordinary National Educational Test : แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน) ในปีการศึกษา ๒๕๕๐ - ๒๕๕๒ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และ ๖ มีระดับต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ เกือบทุกวิชา นอกจากนี้ยังพบเรื่องความสามารถด้านการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณที่ต่ำกว่าเกณฑ์ กล่าวคือมีความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์ ด้านการอ่าน ร้อยละ ๗.๒ ด้านการเขียน ร้อยละ ๑๗.๗ และด้านการคิดคำนวณ ร้อยละ ๒๒.๓ เด็กนักเรียนไทยยังขาดสมรรถนะในเรื่องทักษะพื้นฐานในการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น การว่ายน้ำ การขี่จักรยาน การใช้ภาษาต่างประเทศอย่างน้อยหนึ่งภาษา มีนักเรียนที่ออกกลางคัน จำนวน ๑๑๙,๖๒๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๑.๔ ของนักเรียนทั้งหมด เหตุผลที่เด็กและเยาวชนไม่เรียนต่อในปีการศึกษา ๒๕๕๑ มากที่สุด คือ เรียนจบการศึกษาระดับใดระดับหนึ่งแล้ว ร้อยละ ๖๑.๑ โดยเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษามากที่สุดร้อยละ ๖๗.๒ เหตุผลรองลงมาคือไม่มีเงินเรียน ร้อยละ ๒๑.๗ (สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ และคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒) นอกจากนี้ ยังพบว่า ระบบการศึกษาของไทยมีส่วนผลักดันให้เด็กต้องออกนอกระบบโรงเรียน อาทิ กฎระเบียบไม่เอื้อต่อการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็ก ปัญหาคุณภาพการจัดการศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ๒๕๕๓) การจัดบริการการศึกษาตลอดชีวิต การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยยังขาดเนื้อหาและวิธีการที่เหมาะสม มีกฎระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้การศึกษาตลอดชีวิตยังไม่เป็นวิถีชีวิตของคนในชาติ นอกจากนี้ วิชาชีพครูไม่สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่เก่งและดีมาเรียนครู หลักสูตรและกระบวนการผลิตครูขาดความลุ่มลึกของศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับผู้ที่จะประกอบวิชาชีพครู ไม่ทันสมัย ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ขาดความกลมกลืนระหว่างความเป็นสากลกับฐานทางสังคมและวัฒนธรรมไทย และไม่เน้นการปลูกฝังอย่างต่อเนื่องและจริงจังทางด้านคุณค่า คุณธรรม และจิตวิญญาณของความเป็นครู จึงทำให้ครูไม่สามารถเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๓) รวมทั้ง การขาดแคลนนักแนะแนวมืออาชีพที่ให้คำปรึกษาแก่เด็ก เยาวชน และครอบครัวเกี่ยวกับการดำรงชีวิต นอกเหนือจากการให้คำแนะนำทางการเรียนเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดีนโยบายและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๓) มีการปรับหลักสูตรที่เน้นสาขาที่สนองความต้องการของประเทศชาติ ให้สอดรับกับการเป็นประชาคมอาเซียน สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนเลือกเรียนในสาขาที่ขาดแคลน เพื่อส่งเสริมทางเลือกอาชีพที่หลากหลายตามความต้องการของสังคม

space๒.๓ จริยธรรม คุณธรรม และความเป็นพลเมือง

spaceจากข้อมูลการสำรวจต้นทุนชีวิตเด็กและเยาวชนไทย (น.พ.สุริยเดว ทรีปาตี, ๒๕๕๒) พบว่าเด็กและเยาวชนไทยยังมีจุดอ่อนด้อยหลายประการ ที่สำคัญคือการพูดจริง และความซื่อสัตย์ แม้กระทั่งเด็กเรียนดี ก็ยังได้คะแนนข้อนี้ต่ำ รวมทั้งยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่า เด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบันยังขาดหลักยึดเหนี่ยวที่พึ่งทางใจ รวมไปถึงการขาดคุณธรรม จริยธรรม เช่น เรื่องของการให้อภัยและการอยู่ร่วมกันอย่างสงบร่มเย็น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบำเพ็ญประโยชน์และการได้รับมอบหมายบทบาทหน้าที่ที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อชุมชน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สะท้อนเรื่องจิตอาสาในการสร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวม ในขณะที่การศึกษาของโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (๒๕๕๓) พบว่า พฤติกรรมที่สะท้อนคุณธรรมของเด็กก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นหลายด้าน อาทิ การเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมของเด็กก็เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๕๗ ในปี ๒๕๕๑ เป็นร้อยละ ๖๒ ในปี ๒๕๕๒ ซึ่งอาจเป็นผลจากการรณรงค์ด้านคุณธรรมในสังคมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมด้านคุณธรรมในส่วนของการผูกพันกับศาสนา ถึงแม้จะอยู่ในระดับต่ำแต่มีแนวโน้มดีขึ้น คือ จำนวนเด็กที่เข้าวัดเป็นประจำ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๙ ในปี ๒๕๕๑ เป็นร้อยละ ๑๓ ในปี ๒๕๕๒ จำนวนเด็กใส่บาตรเป็นประจำเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๑๑ เป็นร้อยละ ๑๖ จำนวนเด็กสวดมนต์ก่อนนอนเป็นประจำเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๒๔ เป็นร้อยละ ๒๗ และจำนวนของเด็กนั่งสมาธิเป็นประจำเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันจากร้อยละ ๘ เป็นร้อยละ ๑๓

spaceประเด็นความสำนึกการเป็นพลเมือง ข้อสรุปจากสมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชน ครั้งที่ ๑ และ ๒ (๒๕๕๒ - ๒๕๕๓) เด็กและเยาวชนต้องการโอกาสในการมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้ผู้ใหญ่ส่งเสริมให้เกิดเวทีและพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเด็กกับเด็ก และเด็กกับผู้ใหญ่ เพื่อให้เด็กและเยาวชนค้นพบตนเอง เติบโตเป็นพลเมืองที่มีจิตอาสาในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ และควรเพิ่มโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของเด็กและเยาวชนที่ทุ่มเท เสียสละในกิจกรรมเพื่อสังคม ให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการให้ทุนการศึกษา

space๒.๔ ความสุขของเด็กและเยาวชนไทย สะท้อนได้จากการแสดงออกทางพฤติกรรม ค่านิยมและรสนิยม โดยพบว่า เด็กและเยาวชนมีภาวะความเครียดมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความสุขที่มีน้อยลง ชอบสินค้าต่างประเทศที่มีชื่อเสียงราคาแพง ที่สะท้อนค่านิยมทางวัตถุ และใช้เวลาไปกับสื่อและเทคโนโลยีทันสมัย มีการแสวงหาความสุขทางเพศตามกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่นิยมการมีเพศสัมพันธ์แบบเสรี นำไปสู่ปัญหาการเป็นแม่วัยใส และการทำแท้งที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ตลอดจนมีการรวมกลุ่มเพื่อตอบสนองความสุขในระดับปัจเจกและสังคมส่วนรวม ทั้งการรวมกลุ่มเพื่อแสดงตัวตนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในทางลบหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น กลุ่มเด็กที่ใช้รถจักยานยนต์แข่งความเร็วบนท้องถนน อย่างไรก็ดี ยังพบว่ามีกลุ่มเด็กและเยาวชนที่รวมกลุ่มกันอย่างสร้างสรรค์ในการทำกิจกรรมเพื่อคนอื่น ผู้เดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ หรือในช่วงเวลาที่จะช่วยกันสร้างความปรองดองภายหลังที่ประเทศประสบกับความวุ่นวาย การแตกแยกทางความคิดทางการเมือง เช่น กลุ่มเยาวชนการเมืองใหม่ กลุ่มเยาวชนประชาธิปไตย กลุ่มเยาวชนจากเหตุการณ์สึนามิ กลุ่มเด็กและเยาวชนในสังคมเครือข่ายออนไลน์ เช่น Facebook Twitter ซึ่งต่างมีความพึงพอใจ มีความสุขที่ได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม

space๒.๕ ศักยภาพในการสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนไทย พื้นที่ในการแสดงออกทางความคิดเชิงสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนมีค่อนข้างน้อย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันได้มีการจัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนตั้งแต่ระดับชาติลงไปจนถึงระดับจังหวัด อำเภอ และตำบลแล้วก็ตาม แต่การสนับสนุนการจัดกิจกรรมยังทำได้ไม่เต็มที่ ทั้งนี้ สภาเด็กและเยาวชนต้องการได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ องค์ความรู้ และพี่เลี้ยง รวมทั้งต้องการให้คณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนมีคุณภาพ ให้สมาชิกสภาฯมีความสามัคคีและพร้อมร่วมงาน ตลอดจนต้องการให้ประธานสภาฯ มีความเป็นผู้นำ (สมพงษ์ จิตระดับ และคณะ, ๒๕๕๓) นอกจากนี้ การมีมาตรฐานสภาเด็กและเยาวชน จะเป็นหลักในการเทียบเคียงและเอื้อต่อการเสริมพลังสภาเด็กและเยาวชนให้เข้มแข็ง สามารถเป็นกลไกในการประสานงานและดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

spaceทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรชุมชน และองค์กรธุรกิจ เป็นองค์กรที่มีความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการทำกิจกรรมของสภาเด็กและเยาวชน รวมทั้งกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ สอดคล้องกับความต้องการของเด็กและเยาวชน ที่เป็นข้อสรุปจากงานสมัชชา การพัฒนาเด็กและเยาวชน (๒๕๕๒) ระบุความต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ และจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อป้องกัน แก้ไข และพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่าร้อยละ ๘๐ ได้ให้ความสำคัญการพัฒนาทางวัตถุมากกว่าการเปิดพื้นที่ให้กับสภาเด็กและเยาวชนได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ของตนเอง (สมพงษ์ จิตระดับ และคณะ, ๒๕๕๓) รวมทั้งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่กำหนดให้ส่งเสริมบทบาทขององค์กรเอกชน องค์กรชุมชน ในการพัฒนาเด็กและเยาวชน เพื่อเป็นการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยให้องค์กรเอกชนหรือองค์กรชุมชนที่มีกิจกรรมหรือผลงานเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน และมิได้มีวัตถุประสงค์ในทางการเมืองหรือมุ่งค้าหากำไรจากการประกอบกิจกรรมดังกล่าว มีสิทธิขอจดทะเบียนเป็นองค์กรเอกชนหรือองค์กรชุมชนด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน และมีสิทธิรับเงินอุดหนุน ความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากรัฐ

spaceนอกจากนี้ เด็กและเยาวชนยังต้องการให้สื่อมวลชนนำเสนอการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน เพื่อให้สังคมได้รับรู้ภาพลักษณ์ที่งดงามของเด็กและเยาวชน ทำให้เด็กและเยาวชนได้มองเห็นคุณค่าในตน และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ชุมชน และประเทศชาติ เนื่องจากพบว่า สื่อมวลชนมักจะนำเสนอข่าวที่เด็กตกเป็นเหยื่อความรุนแรง หรือเด็กเป็นผู้กระทำความรุนแรงเอง (สมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชน, ๒๕๕๒) ทั้งนี้ ควรมีการสนับสนุนการยกย่องเชิดชูเด็กและเยาวชน ที่มุ่งมั่นเป็นนักกิจกรรม ที่มีจิตอาสาในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และสนับสนุนให้มีอาชีพผู้นำกิจกรรมและอาสาสมัครผู้นำกิจกรรมเพื่อทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้คำปรึกษากับกลุ่มเด็กและเยาวชน

สถานการณ์การพัฒนากลุ่มเด็กที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ และเด็กพิเศษ
spaceจากสภาวะการณ์ของครอบครัวไทยปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและโครงสร้างและองค์ประกอบสมาชิกครอบครัวขาดช่วงกลาง มีแต่ผู้สูงอายุ (ปู่ย่าตายาย) กับเด็ก (หลาน) เนื่องจากกลุ่มคนช่วงอายุกลาง (พ่อแม่) จำนวนมากต้องไปทำงานนอกถิ่นฐาน สภาวะของครอบครัวดังกล่าว ทำให้เด็กเหล่านี้ ประมาณร้อยละ ๒ รวมกับเด็กกำพร้า ประมาณร้อยละ ๗ ซึ่งอาจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลน ถูกทอดทิ้ง ถูกกระทำรุนแรง เอารัดเอาเปรียบและแสวงประโยชน์ ในด้านต่าง ๆ ดังได้พบว่าในแต่ละปีมีรายงานจำนวนเด็กที่ประสบปัญหาเพิ่มขึ้น เช่น ช่วงปี ๒๕๕๐ -๒๕๕๒ มีเด็กถูกทอดทิ้งให้อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ ถูกกระทำด้วยความรุนแรงเข้ารับความช่วยเหลือจากศูนย์พึ่งได้ ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ การกระทำผิด ฯลฯ เพิ่มมากขึ้น

spaceเด็กกับความรุนแรง มีการกระทำรุนแรงต่อเด็กทั้งในครอบครัวและในโรงเรียน อีกทั้งยังมีการกระทำรุนแรงในระหว่างเด็กและเยาวชนต่างสถาบันจนถึงขั้นเสียชีวิต ข้อมูลจากผลการสำรวจทัศนคติต่อการสร้างวินัยและพฤติกรรมการสร้างวินัยของครูต่อนักเรียน (ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมบัติ ตาปัญญา) และผลการสำรวจปัญหาการรังแกกันในโรงเรียน ดำเนินการในช่วงปี ๒๕๔๘ - ๒๕๔๙ ซึ่งได้พบว่า ครูส่วนใหญ่ ร้อยละ ๖๐ มีทัศนคติว่าการตีเด็กยังเป็นเรื่องที่ควรกระทำอยู่และยังใช้ความรุนแรงอื่น ๆ ในการสร้างวินัยสำหรับนักเรียน รวมถึงการลงโทษทางกายที่มีลักษณะเป็นการทำร้ายร่างกาย และการลงโทษทางวาจาที่เป็นการทำร้ายจิตใจ ในขณะที่เด็กนักเรียนมีการรังแกกันเองในห้องเรียนทั้งต่อหน้าครูและในขณะที่ครูไม่อยู่ ไม่สังเกตเห็นหรือไม่สนใจ ผู้ปกครองไม่ตระหนัก เพื่อนไม่ช่วยเหลือ และเด็กเองก็ไม่บอกปัญหา ซึ่งทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปได้ยาก นอกจากปัญหาการรังแกกันแล้วยังมีปัญหาการทะเลาะวิวาทและยกพวกทำร้ายกันระหว่างโรงเรียนด้วย และพบว่ามีหน่วยงานจำนวนมากที่ได้พยายามใช้แนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรง ดังกล่าว ดังเช่น การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเด็กเยาวชนและครอบครัวในการจัดทำนโยบายสาธารณะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน การจัดทำโครงการ กิจกรรม การสร้างภูมิคุ้มกันและค่านิยมสันติวิธี การเฝ้าระวัง อย่างไรก็ตามยังมีข้อมูลเชิงประจักษ์ผ่านสื่อมวลชนว่ายังคงมีการละเมิดสิทธิ และการดูแลเด็กที่ไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควรในสถานเลี้ยงดูเด็กบางประเภท เนื่องจากเจตคติของบุคลากรผู้รับผิดชอบและการขาดแคลนบุคลากรวิชาชีพบางสาขา

spaceเด็กพิการ การสำรวจคนพิการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติปี ๒๕๕๐ พบว่า มีจำนวนคนพิการทั่วประเทศ ๑.๘๗ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๒.๙ ของประชากรของประเทศ เป็นเด็กพิการอายุ ๑๘ ปีลงมา ที่ได้จดทะเบียน รวม ๗๔,๕๐๒ คน เป็นชาย ๔๓,๐๕๗ คน หญิง ๓๑,๔๔๕ คน แม้จะมีการจดทะเบียนคนพิการมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ เพื่อให้คนพิการได้มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ แต่ยังพบปัญหาเรื่องการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ที่จะทำให้คนพิการเข้าถึงและใช้บริการได้จากสวัสดิการต่าง ๆ ทั้งทางด้านการศึกษา การมีงานทำ และการใช้ชีวิตประจำวัน

spaceเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ จากรายงาน ณ มกราคม ๒๕๕๑ มีจำนวนผู้ป่วยเอดส์ ๓๔๕,๑๙๖ ราย เสียชีวิตแล้ว จำนวน ๙๓,๐๓๔ ราย แนวโน้มของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตลดลงกว่า ในอดีต เนื่องจากการรักษาผู้ป่วยเอดส์ด้วยยาต้านไวรัส ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ผู้ป่วยเอดส์ส่วนใหญ่เป็นประชากรหญิงวัยเจริญพันธุ์อายุ ๑๕ – ๒๙ ปี (ร้อยละ ๒๗.๘๐) ซึ่งจะมีผลต่อเด็กที่จะเกิดจากผู้ป่วยเหล่านี้ และพบว่าในกลุ่มวัยรุ่นที่อายุ ๑๕ – ๑๙ ปี เพศหญิงมีอัตราป่วยสูงกว่าเพศชาย ๒ : ๑ กลุ่มเด็กอายุ ๐ – ๑๔ ปี มีอัตราป่วย ร้อยละ ๓.๙๗ ในจำนวนนี้เป็นเด็กต่ำกว่าวัยเรียน (ร้อยละ ๓.๑๓) ปัจจัยเสี่ยงคือการมีเพศสัมพันธ์ (ร้อยละ ๘๔.๐๑) ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด (ร้อยละ ๔.๖๐) ติดเชื้อจากมารดา (ร้อยละ ๓.๘๒) รับเลือด (ร้อยละ ๐.๐๓) ไม่ทราบปัจจัยเสี่ยง และอื่น ๆ (ร้อยละ ๗.๕๕) ทั้งกระทรวงสาธารณสุขได้มีความพยายามดำเนินการตามแผนป้องกันและแก้ไขอย่างต่อเนื่องแต่ปัญหายังคงปรากฏอยู่

spaceกลุ่มเด็กยากจน มีการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนยากจน โดยประกันให้กลุ่มคนดังกล่าวสามารถเข้าถึงการบริการสังคม สุขภาพ การศึกษา และที่อยู่อาศัย ด้วยการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่ยากจน โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ๒ ประเภทคือ กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาสำหรับผู้เรียนในระดับอุดมศึกษาซึ่งต้องชำระเงินคืนเมื่อทำงานและมีรายได้ระดับหนึ่งแล้ว และกองทุนให้เปล่าสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ยากจนโดยไม่ต้องชำระคืน มีมาตรการเพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนในเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น การสร้างและพัฒนาเครือข่ายการคุ้มครองแรงงาน การสร้างโอกาสและทางเลือกให้กับผู้ใช้แรงงานให้ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น มีความร่วมมือจากภาคเอกชน มีการจัดสวัสดิการทุนการศึกษา จัดตั้งโรงเรียนในพื้นที่ยากจน เป็นต้น อย่างไรก็ดี พบว่า ยังมีเด็กและเยาวชนยากจนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการการศึกษา และยังไม่สามารถได้รับทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนถึงขั้นเรียนจบตามเป้าหมายได้ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลปรากฏชัดเจน

spaceเด็กไร้สัญชาติ เด็กในพื้นที่พักพิงของผู้หนีภัยจากการสู้รบ เด็กบุตรแรงงานต่างด้าว ได้มีการดำเนินงานของไทยที่ช่วยแก้ไขปัญหาเด็กไร้สถานะ/ไร้รัฐ การจดทะเบียนบุคคลและการจดทะเบียนการเกิดของเด็กกลุ่มต่าง ๆ ในปี ๒๕๔๖ และ ๒๕๔๗ การดำเนินงานยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๘ การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ และการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในช่วงปี ๒๕๕๐ - ๒๕๕๑ ได้แก่ กฎหมายเกี่ยวกับสถานะบุคคลในเรื่องสัญชาติและการทะเบียนราษฎร กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายคุ้มครองแรงงานและการทำงานของคนต่างด้าว ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กที่ต้องเข้าสู่กระบวนการ ทางศาล การคุ้มครองที่เท่าเทียมกันของเด็กหญิง และเด็กชายในการถูกละเมิดทางเพศ และวิธีพิจารณาความอาญาเกี่ยวกับการถามปากคำ/การชี้ตัวผู้ต้องหาสำหรับเด็ก และเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๓ ประเทศไทยได้มีการถอนข้อสงวน ข้อ ๗ ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ที่เป็นเรื่องของสถานะบุคคลและสัญชาติ นับเป็นโอกาสให้เด็กได้รับสถานะบุคคล และสัญชาติ (ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นสัญชาติไทย) ล้วนมีผลดี มีคุณค่าต่อเด็ก และเยาวชนทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ ยังพบว่าในทางปฏิบัติ ยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงการออกกฎ ระเบียบตามกฎหมายกำหนดยังไม่รวดเร็วทำให้เด็กไม่ได้สิทธิทั้งที่มีโอกาสแล้ว

spaceเด็กในพื้นที่พักพิงของผู้หนีภัยจากการสู้รบ ประเทศไทยยึดในหลักการไม่ผลักดันกลับผู้หนีภัยจากการสู้รบ จึงได้จัดพื้นที่พักพิงผู้หนีภัยจากการสู้รบจำนวน ๙ แห่ง ใน ๔ จังหวัดทางตอนเหนือ และตะวันตกติดบริเวณชายแดนไทย - พม่า ซึ่งรัฐบาลไทยได้ผ่อนปรนให้ผู้หนีภัยฯ จำนวนประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ คน อาศัยอยู่ในเขตไทยได้เป็นการชั่วคราวตามหลักมนุษยธรรมจนกว่าจะเดินทางกลับประเทศได้ แต่ผู้หนีภัยฯ เหล่านี้ได้พักพิงอยู่เป็นระยะเวลายาวนานจนถึงรุ่นบุตรหลาน ในปัจจุบัน ไม่สามารถเดินทางกลับได้เนื่องจากประเทศต้นทางยังไม่สามารถรับรองความปลอดภัย ทำให้ประเทศไทยต้องรับผิดชอบดูแลบุคคลเหล่านี้ตลอดมา โดยบางพื้นที่อยู่มายาวนานกว่า ๓๐ ปี ซึ่งได้มีการจัดการศึกษาให้แก่ผู้หนีภัยจากการสู้รบที่อยู่ในพื้นที่พักพิงดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ โดยร่วมมือกับองค์กรเอกชนเพื่อการพัฒนากว่า ๑๐ องค์กร อนุญาตให้มีการจัดการเรียนการสอนใน ๓ ระดับชั้น (เกรด ๑ - ๑๐) คืออนุบาล ประถม และมัธยม วิชาที่เปิดสอนคือ ภาษาไทย ภาษาพม่า ภาษากระเหรี่ยง ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สุขศึกษาและวิชาอื่น ๆ มีการประเมินผลปีละ ๓ ครั้ง และออกใบรับรองวุฒิการศึกษาโดยคณะกรรมการการศึกษาในพื้นที่ร่วมกับองค์กรเอกชนเจ้าของหลักสูตร ผู้ที่จบการศึกษาเกรด ๑๐ สามารถไปฝึกวิชาชีพต่อ โดยกระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน และองค์กรเอกชน ได้ร่วมกันจัดทำโครงการฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อให้ผู้หนีภัยได้มีวิชาชีพติดตัว สามารถนำไปประกอบอาชีพหรือเลี้ยงตัวเองได้แบบยั่งยืนเมื่อเดินทางกลับมาตุภูมิ โดยได้พิจารณาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในพื้นที่พักพิงขององค์กรเอกชนต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของเด็กไทยตามแผนการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งการรับรองวุฒิการศึกษาที่ออกโดยองค์กรเอกชน เพื่อให้ผู้จบการศึกษาในพื้นที่พักพิงอาจสามารถนำไปใช้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้หากกลับมาตุภูมิหรือไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม

spaceเด็กที่เป็นบุตรของแรงงานต่างชาติ ประเทศไทยมีเป้าหมายในการจัดระบบเรื่องแรงงานต่างด้าวที่ชัดเจน โดยปรับเปลี่ยนนโยบายต่อแรงงานหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายในปี ๒๕๓๕ เป็นการผ่อนผัน ให้มีการจ้างแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมายในปี ๒๕๔๗ โดยเปิดให้รายงานตัวพร้อมผู้ติดตามที่มีอายุ ๑ ปีขึ้นไป ซึ่งได้พบว่ามีแรงงานต่างด้าวประมาณ ๑.๓ ล้านคน และเพิ่มเป็น ๑.๕๒ ล้านคนในปี ๒๕๔๙ ในปี ๒๕๕๐ มีการต่ออายุการอยู่ในประเทศไทยของแรงงานต่างด้าวและบุตร ด้วยนโยบาย ที่ชัดเจนจากข้อตกลงทวิภาคีกับประเทศลาว พม่า และกัมพูชา ในการจ้างงาน และนำเข้าแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยจดทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน มีทะเบียนราษฎร (แบบ ทร ๓๘ก) และเลขประจำตัว ๑๓ หลัก และได้รับการผ่อนผันให้ทำงานเฉพาะพื้นที่ หน่วยงานสาธารณสุขมีการดำเนินการเชิงรุกโดยจัดสวัสดิการพื้นฐาน มีการตรวจสุขภาพและการทำประกันสุขภาพเพื่อควบคุมป้องกันโรคติดต่อร้ายแรง เช่น วัณโรค โรคเรื้อน เท้าช้าง ฯลฯ ดูแลรักษาและป้องกันโรคเอดส์โดยประสานงานองค์กรภาคเอกชนในพื้นที่จัดยา AZT ให้กับมารดาตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ จัดอบรมหมอตำแย แจกชุดทำคลอดสำหรับพยาบาลผดุงครรภ์ จัดโครงการพิเศษสำหรับแรงงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่ที่มีแรงงานเหล่านี้หนาแน่น ดูแลการอนามัยแม่และเด็ก ออกใบรับรองการเกิดให้เด็กทุกคนที่มาคลอดในสถานพยาบาล ให้วัคซีนภูมิคุ้มกันโรคเด็ก พัฒนารูปแบบการวางแผนครอบครัวในลักษณะเครือข่าย สำรวจสถานะสุขภาพ จัดอบรมนายจ้าง อบรมอาสาสมัครแรงงานต่างชาติ และทำคู่มือดูแลสุขภาพภาษาพม่า รวมถึงการจัดการศึกษาให้เด็กในรูปแบบต่าง ๆ

spaceแรงงานเด็ก มีงานวิจัยหลายเรื่องของสถาบันการศึกษาและองค์กรชุมชน คาดประมาณว่า มีแรงงานเด็กต่างชาติอย่างน้อย ๑๐๐,๐๐๐ คน ทำงานใน ๔๓ จังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้จ้างแรงงานต่างชาติ มีสภาพการทำงานที่เลวร้าย จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างแรงงานเด็กที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ พบว่า ร้อยละ ๓๕ เป็นแรงงานเด็กอายุน้อยกว่า ๑๕ ปี ร้อยละ ๖๓ ต้องทำงานมากกว่า ๘ ชั่วโมงต่อวัน และแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและการศึกษา

spaceเด็กเร่ร่อน มีงานวิจัยหลายเรื่องให้ข้อมูลว่ามีเด็กเร่ร่อน ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่เป็นขอทานและแรงงานเด็ก ภาครัฐและภาคเอกชนช่วยเหลือได้เพียง ๕,๐๐๐ คน

spaceการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กและการค้าเด็ก มีการใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ – ๒๘๕ ที่บัญญัติคุ้มครองเด็กที่ถูกกระทำทางเพศ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติเรื่องการช่วยเหลือคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ว่าหากกระทำต่อเด็กอายุ ๑๕ – ๑๘ ปี มีโทษทั้งจำคุกและปรับเพิ่มอีก ๑ ใน ๓ และหากกระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ต้องรับโทษเป็น ๒ เท่า นอกจากนี้ในทางปฏิบัติมีบันทึกข้อตกลงแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนภายในประเทศในการดำเนินการกรณีค้าเด็กและหญิงระหว่างกันตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ พร้อมโครงการ/กิจกรรมต่าง ๆ ตามนโยบายและแผนระดับชาติเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าเด็กและหญิงภายในประเทศและข้ามชาติ พ.ศ. ๒๕๔๖ และขยายเป็นความตกลงทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ในเรื่องการขจัดการค้าเด็กและหญิง และช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ ต่อมาได้ขยายความร่วมมือสู่องค์การระหว่างประเทศ คือ ILO IPEC เป็นโครงการอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อต่อต้านการค้าหญิงและเด็กและส่งเสริมการจ้างงานเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ และมีความร่วมมือจากหน่วยงาน/องค์การต่างประเทศต่าง ๆ และรัฐบาลของอีกหลายประเทศ แต่ยังปรากฏการแสวงหาประโยชน์ทางเพศกับเด็กและการค้าเด็กอยู่

spaceเด็กในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ มีเด็กและเยาวชนถูกจับกุมดำเนินคดีประมาณ ๔๔,๐๐๐ ราย เป็นชายประมาณ ๔๐,๔๐๐ ราย เป็นหญิงประมาณ ๓,๖๐๐ ราย แม้ว่ากรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จะดูแลแก้ไขเด็กและเยาวชนเหล่านี้แล้ว แต่ก็ดำเนินการได้ระยะหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเท่านั้น และเมื่อพ้นระยะเวลาที่ศาลกำหนด เด็กและเยาวชนต้องกลับสู่ครอบครัวและชุมชน ซึ่งพบว่า บางรายยังมีความจำเป็นต้องรับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ เพื่อให้เขาสามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างปกติสุขโดยไม่กลับไปกระทำผิดอีก

spaceเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันในปี ๒๕๔๗ – ๒๕๔๘ จากช่วง ๑๐ ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งเคยมีเหตุการณ์เฉลี่ยปีละ ๖๘ ครั้ง กลายเป็น ๑,๘๔๓ และ ๑,๗๐๓ ครั้ง ใน ๒ ปีดังกล่าว และยังคงมีต่อเนื่องอยู่เป็นครั้งคราวจนปัจจุบัน ผลจากเหตุการณ์ความรุนแรงทำให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่า ๒,๔๖๐ ราย จากมกราคม ๒๕๔๗ – ๒๕๕๐ มีสตรีหม้าย ๑,๗๙๒ คน ที่ต้องเลี้ยงดูบุตรตามลำพัง ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ ๑ ใน ๔ เป็นแม่บ้านที่ต้องพึ่งพาสามี มีเด็กกำพร้าที่สูญเสียบิดา มารดา ๓,๔๘๒ คน และยังมีเด็กที่ได้รับผลกระทบจิตใจทางอ้อมอีกจำนวนหนึ่ง เด็กที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ คือ เด็กที่สูญเสียพ่อหรือแม่ หรือทั้งพ่อแม่ หรือได้รับบาดเจ็บและรอดชีวิตจากเหตุการณ์ พบเห็นหรือเผชิญความรุนแรงโดยตรง หรือรับรู้ผ่านการบอกเล่าหรือสื่อ ตนเองและครอบครัวได้รับผลกระทบในชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งป้องกัน แก้ไขฟื้นฟูเยียวยาอย่างเร่งด่วน

spaceเด็กพิเศษ หรือเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

spaceในอีกด้านหนึ่งมีเด็กจำนวนหนึ่งที่มีศักยภาพสูงถึงสูงมากพอที่จะเป็นอัจฉริยะ หรือมีความเป็นเลิศ จากการคาดการณ์โดยยึดหลักสถิติในเด็กที่เกิดประมาณ ๗ - ๘ แสนคนต่อปี จะมีเด็กที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นผู้นำในสาขาต่าง ๆ อย่างน้อย ร้อยละ ๑ - ๓ ต่อสาขา หากรวมเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเด็กมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จะมีเด็กจำนวนมากที่มีพลังความสามารถที่รอการค้นพบและรอการพัฒนากระจายอยู่ทั่วประเทศ เด็กเหล่านี้หากได้รับโอกาสพัฒนาตามศักยภาพจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งหลายประเทศรัฐบาลได้ทุ่มเทงบประมาณในการพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ (อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์. ๒๕๕๐) และจากการสำรวจระบบการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในประเทศไทย พบว่ายังขาดระบบการคัดกรองและวินิจฉัย ที่ช่วยให้เห็นปัญหาของเด็กที่แท้จริง เครื่องมือที่ใช้สำรวจหรือการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพจะทำให้สามารถให้การช่วยเหลือ ดูแลและพัฒนาเด็กได้เป็นอย่างดีเพราะการวินิจฉัยที่เกิดจากการคาดเดาทำให้กระบวนการพัฒนาเกิดการผิดพลาด จนทำให้เด็กจำนวนมากสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม การคัดกรองเพื่อการช่วยเหลือ บำบัด จำเป็นต้องดำเนินการตั้งแต่วัยแรกเริ่ม

spaceนอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจุบันมีหน่วยงาน องค์กรหลายหน่วยในประเทศไทยที่มีบทบาทในการดูแล และให้การสนับสนุนด้านพัฒนาการและความสามารถของเด็กและเยาวชน ซึ่งมีความหลากหลายของเครื่องมือทดสอบที่แต่ละหน่วยนำมาใช้ และบางเครื่องมือยังขาดมาตรฐานหรือเป็นของต่างประเทศนำมาแปลเป็นฉบับภาษาไทย ซึ่งไม่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ตลอดจนขาดนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานและครูที่จะใช้เครื่องมือทดสอบคัดแยกเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ ได้มีความพยามยามของกลุ่มคณะทำงานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาได้รวมกลุ่มเพื่อผลักดันให้เกิดการคัดแยก วินิจฉัย และส่งผลไปถึงการดูแล ส่งเสริมศักยภาพเด็กไทย เพื่อให้การพัฒนาเด็กกลุ่มนี้เป็นรูปธรรมจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทยรวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

๓. กฎหมาย นโยบาย และแผนที่เกี่ยวกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน

spaceแนวความคิดในการพัฒนาเด็กและเยาวชน
space
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาที่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนา คือความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน เป็นแนวคิดพื้นฐานให้เด็กและเยาวชนดำรงชีวิต และปรับตัวได้ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ ๒๑ โดยมีกฎหมาย นโยบาย และแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน ทั้งในระดับสากล และระดับประเทศเป็นกรอบแนวทางการพัฒนาเด็กและเยาวชน ดังต่อไปนี้
space๓.๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ประกันสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๐ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านสังคม สาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม ในข้อ ๑ คุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน สนับสนุนการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาปฐมวัย ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย ส่งเสริมและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของสถาบันครอบครัวและชุมชน รวมทั้งต้องสงเคราะห์และ จัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพ และผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้
space๓.๒ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๕๑ หมวด ๔ การใช้แรงงานเด็ก สาระสำคัญคือ ห้ามมิให้จ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง กรณีจ้างเด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี เป็นลูกจ้าง ให้แจ้งการจ้างและการสิ้นสุดการจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน รวมทั้งจัดทำบันทึกสภาพการจ้าง โดยห้ามทำงานเวลา ๒๒.๐๐ – ๐๖.๐๐ นาฬิกา (เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือเป็นงานการแสดง) ห้ามทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด รวมทั้งงานที่อาจเป็นอันตราย เช่น งานหลอม เป่า หล่อ รีดโลหะหรือปั้มโลหะ งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน สารเคมีที่เป็นอันตราย จุลชีวันเป็นพิษ วัตถุระเบิดหรือไวไฟ กัมมันตภาพรังสี และอื่นๆ รวมทั้งห้ามทำงานใต้ดินและบนที่สูง ตลอดจนห้ามทำงานในบางสถานที่ เช่น โรงฆ่าสัตว์ และสถานที่เล่นการพนัน (มาตรา ๔๗ - ๕๐) นอกจากนี้ยังได้กำหนดสิทธิลาเข้าประชุม สัมมนา รับการอบรมหรืออื่น ๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานของแรงงานเด็ก
space๓.๓ พระราชบัญญัติการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๔๖ สืบเนื่องจากแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่จะต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน รวมทั้งต้องสงเคราะห์ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้ โดยการจัดสวัสดิการสังคมทั้งในส่วนภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรอื่น โดยเฉพาะองค์กรภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของสมาชิก และเกิดระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลในสังคมและชุมชน ตลอดจนการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายการจัดสวัสดิการชุมชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคม และการพึ่งพาตนเองของชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งอย่างทั่วถึง เหมาะสมและเป็นธรรม โดยองค์กรภาคเอกชนสามารถขอขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ และมีกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน รวมถึงการสนับสนุนให้การดำเนินงานการจัดสวัสดิการสังคมขององค์การต่าง ๆ และผู้ปฏิบัติงาน (นักสังคมสงเคราะห์และอาสาสมัคร) เป็นไปตามมาตรฐาน space๓.๔ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มีสาระสำคัญในเรื่องการกำหนดขั้นตอน วิธีการปฏิบัติต่อเด็กในด้านการอุปการะเลี้ยงดู การสงเคราะห์ การคุ้มครองสวัสดิภาพ และการส่งเสริมความประพฤติเด็ก เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และมีพัฒนาการที่เหมาะสม รวมถึงการป้องกันไม่ให้เด็กถูกทารุณกรรม ตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม โดยอาศัยความร่วมมือในการคุ้มครองเด็กระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชน และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนในการคุ้มครองเด็กทั้งในรูปแบบการแจ้ง การรายงาน หรือการช่วยเหลือเด็กเบื้องต้น
space ๓.๕ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ให้หลักการคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านการจดทะเบียนรับรองการเกิด การพัฒนา การยอมรับ การคุ้มครองและโอกาสในการมีส่วนร่วมโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม มีสิทธิด้านการศึกษา โดยเฉพาะเด็กพิการหรือเด็กที่มีความสามารถพิเศษ มีสิทธิได้รับการศึกษาพิเศษที่เหมาะสมกับตน ได้รับบริการสาธารณสุข การเล่น การพักผ่อน การเข้าร่วมกิจกรรม นันทนาการวัฒนธรรมและศิลปะ ส่งเสริมให้มีความผูกพันต่อครอบครัว ภูมิใจในชาติไทยและวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย มีสุขภาพแข็งแรง มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สมควรแก่วัย รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล มีเจตคติและทักษะที่ดีต่อการทำงาน มีจิตสำนึกในการให้และการอาสาสมัคร รับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และต่อส่วนรวม มีส่วนร่วมในการแสดงออกทั้งโดยส่วนบุคคลและเป็นหมู่คณะ ในรูปของสภาเด็กและเยาวชน ในระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ โดยการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน
space๓.๖ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ มีสาระสำคัญกำหนดหลักเกณฑ์กว้าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาคือ กำหนดให้ผู้พบเห็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัวมีหน้าที่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มีบทบัญญัติลงโทษผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรี) และกำหนดให้มีวิธีการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ มีการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ รวมทั้งมีบทห้ามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเรื่องความรุนแรงในครอบครัวต่อสาธารณะ
space๓.๗ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มีระบบช่วยเหลือ คุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ครอบคลุมทั้งด้านปัจจัย ๔ และการบำบัดฟื้นฟู ทั้งร่างกายและจิตใจในลักษณะของทีมสหวิชาชีพ นอกจากนี้ยังมีกลไกในระดับต่าง ๆ ที่ส่งเสริม สนับสนุนในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยมี นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมทั้งกำกับดูแลการดำเนินการตามกฎหมาย มีคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกมอบหมายเป็นประธาน มีหน้าที่ในการกำกับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และกำหนดให้สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีกองทุนในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายสำหรับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงการช่วยเหลือผู้เสียหายในต่างประเทศให้กลับเข้ามาในราชอาณาจักร หรือถิ่นที่อยู่ด้วย
space ๓.๘ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. ๒๕๕๓ หมวด ๔ ความปลอดภัย ในการทำงาน มาตรา ๑๒๐ สาระสำคัญคือ ห้ามหญิงมีครรภ์หรือเด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี ที่รับงานไปทำที่บ้านที่มีลักษณะงานอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย โดยให้เป็นไปตาม ที่กำหนดในกฎกระทรวง (ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำกฎกระทรวง)
space ๓.๙ อนุสัญญา ฉบับที่ ๑๘๒ ว่าด้วยการห้ามและการดำเนินการโดยทันทีเพื่อขจัดรูปแบบ ที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยให้สัตยาบัน วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ สาระสำคัญคือ รูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ประกอบด้วย การใช้ทาสหรือแนวปฏิบัติที่คล้ายกับการใช้ทาส เช่น แรงงานขัดหนี้และแรงงานบังคับหรือเรียกเกณฑ์ การใช้จัดหาหรือเสนอเด็กเพื่อการค้าประเวณี การผลิตสื่อหรือการแสดงลามก กิจกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเพื่อการผลิตและขนส่งยาเสพติด รวมทั้งลักษณะงานหรือสภาพแวดล้อมในการทำงานมีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพความปลอดภัยหรือศีลธรรมของเด็ก ประกาศสมาชิกต้องกำหนดและปฏิบัติตามแผนงานดำเนินการเพื่อขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก โดยถือเป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วน ซึ่งต้องดำเนินมาตรการที่ได้ผลและมีกำหนดเวลาเพื่อที่จะป้องกันมิให้เด็กเข้าไปเกี่ยวข้องและจัดให้มีความช่วยเหลือเด็กออกจากรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก รวมทั้งฟื้นฟูสภาพเด็กบูรณาการกลับเข้าสู่สังคม และสามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ให้คำนึงถึงสถานการณ์ที่เป็นพิเศษของเด็กหญิง
space๓.๑๐ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มีสาระสำคัญครอบคลุม ๔ เรื่อง ได้แก่ ๑) การห้ามเลือกปฏิบัติต่อเด็ก และการให้ความสำคัญแก่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ๒) การกระทำหรือดำเนินการทั้งหลายต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก ๓) สิทธิในการมีชีวิต การอยู่รอด และการพัฒนาทางด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคม และ ๔) สิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก และการให้ความสำคัญกับความคิดเหล่านั้น
space๓.๑๑ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙ ได้เสนอแนวคิดในการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีภูมิคุ้มกันในการดำรงชีวิตและปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคศตวรรษที่ ๒๑ โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างคุณลักษณะคนให้มีจิตสาธารณะ ๕ ประการ ประกอบด้วย ๑) จิตแห่งวิทยาการ ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต คิดเป็น ทำเป็น ๒) จิตแห่งการสังเคราะห์ คือ การสั่งสม ต่อยอด และสร้างนวัตกรรมความรู้ ๓) จิตแห่งการสร้างสรรค์ ที่เชื่อว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างได้ด้วย การหมั่นฝึกฝน ๔) จิตแห่งความเคารพ หมายถึง การเปิดใจกว้างพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น และ ๕) จิตแห่งคุณธรรม คือ มีความรู้คู่คุณธรรมนำการพัฒนา space๓.๑๒ นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการพัฒนาเด็กตามแนวทาง “โลกที่เหมาะสมสำหรับเด็ก” (พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๙) เป็นแผนระยะยาว แบ่งการดำเนินงานออกเป็น ๓ ช่วง (ช่วงที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๒ ช่วงที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๕๖ ช่วงที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๕๗ - ๒๕๕๙) เน้นความสำคัญในการพัฒนาและคุ้มครองเด็กใน ๔ เรื่องหลัก คือ การส่งเสริมคุณภาพชีวิต การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ การปกป้องเด็กจากการถูกละเมิดหรือแสวงหาประโยชน์และความรุนแรง และการต่อต้าน HIV/AIDS โดยมีสาระของนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ฯ ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ คุณลักษณะเด็กที่พึงประสงค์ ยุทธศาสตร์ร่วม (สำหรับทุกด้าน) และยุทธศาสตร์เฉพาะด้าน ๑๑ ด้าน ดังนี้ ๑) ด้านครอบครัวกับเด็ก ๒) ด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็ก ๓) ด้านการเสริมสร้างความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ๔) ด้านเด็กกับผลกระทบจากโรคเอดส์ ๕) ด้านการศึกษา กับเด็ก ๖) ด้านเด็กกับนันทนาการ ๗) ด้านสื่อมวลชนกับเด็ก ๘) ด้านวัฒนธรรมและศาสนากับเด็ก ๙) ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็ก ๑๐) ด้านการปกป้องคุ้มครองเด็กที่ต้องการการคุ้มครองเป็นพิเศษ และ ๑๑) ด้านกฎหมาย กฎ และระเบียบที่เกี่ยวกับเด็ก
spaceทั้งนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ควรมีการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุผลในทางปฏิบัติ เนื่องจากต้องดำเนินการต่อเด็กทุกกลุ่มที่จำต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ

๔. คุณลักษณะเด็กและเยาวชนที่พึงประสงค์
spaceพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้กำหนดคุณลักษณะเด็กและเยาวชนที่พึงประสงค์ ซึ่งถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ประเทศต้องการเกิดขึ้นกับให้เด็กและเยาวชน ไว้ดังนี้
space๑) ให้เด็กและเยาวชนมีความผูกพันต่อครอบครัว ภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย และรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น รวมทั้งกฎเกณฑ์และกติกาในสังคม
space๒) ให้มีสุขภาพและพลานามัยแข็งแรง รู้จักป้องกันตนเองจากโรคและสิ่งเสพติด
space๓) ให้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ตามสมควรแก่วัย จริยธรรม และคุณธรรม
space๔) ให้มีทักษะและเจตคติที่ดีต่อการทำงาน มีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในการทำงานสุจริต
space๕) ให้รู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
space๖) ให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นโดยมีจิตสำนึกในการให้และการอาสาสมัคร รวมทั้งมีส่วนร่วมในการ พัฒนาชุมชนและประเทศชาติ
space๗) ให้มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อส่วนรวมตามสมควรแก่วัย

๕. ความต้องการของเด็กและเยาวชน
spaceจากการจัดสมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชน (๒๕๕๒) เด็กและเยาวชนได้นำเสนอความต้องการการพัฒนาเด็กและเยาวชน ต่อนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ดังนี้
space๑) ต้องการความปลอดภัยและมีความสุข โดยได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากภาครัฐในพื้นที่เป็นหลัก นอกเหนือจากครอบครัวแล้ว ซึ่งจะทำให้เกิดความสมานฉันท์ ตามมา
space๒) ต้องการความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุข โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร
space๓) ต้องการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัว เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ และการพูดจาสื่อภาษาที่ดีต่อกันภายในครอบครัว
space๔) ต้องการรับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม
space๕) ต้องการให้มีศูนย์การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและมั่นคงตลอดชีวิต สนับสนุนกลไกให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงการค้นหาและขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส
space๖) ต้องการให้ผู้ทำงานกับเด็กและเยาวชน เป็นผู้ที่เข้าใจเด็กและเยาวชน
space๗) ต้องการโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมตลอดทุกกระบวนการในการจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน
space๘) ต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง กําหนดเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชนในแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ สถานที่ และทรัพยากร ที่จำเป็น จัดสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชน และควรจัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง และมีคุณภาพ
space๙) ต้องการให้สื่อมวลชนนำเสนอการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนให้สังคมได้รับรู้มากกว่านี้ เพื่อเป็นภาพลักษณ์และต้นแบบที่งดงามอย่างสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชน และสังคม
space๑๐) ต้องการให้รัฐสนับสนุนองค์กรดูแลเด็ก ที่ยืดหยุ่น อิสระ มีเสรีภาพ และมีกองทุนด้านเด็กและเยาวชน

Login